โพสต์ที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

lumyong

L PIKUL^^

10 คำถามยอดฮิต ในการ สัมภาษณ์งาน




10
คำถาม ที่เค้านิยมจะถามกัน โดยมากที่คุณ ควรจะเตรียมพร้อม เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้ คำถามอื่น ก็ยังพอมีคำถามที่เราตอบแล้ว ฟังดูเข้าท่าเข้าทางบ้าง ฉะนั้นคำถามที่คุณ ควรจะรู้ มีดังต่อไปนี้


1.
ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่

การ ที่จะทำงานทีไหนก็ตาม ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามความเป็นมา ว่าทำไม คุณต้องการ ที่จะทำงาน ในบริษัทของเค้า และคำถามนี้ก็เป็น สิ่งที่คุณควร ทราบ และคุณก็ควรจะรู้ถึงเหตุผลของคุณอย่างแท้จริง ไม่ไช่ตอบไปสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นคุณอาจจะตอบว่า

"
ดิฉันมีความสนใจในระบบการทำงานของที่นี่มาก และก็ทราบมาว่า ทางบริษัท ได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้แสดงความสามารถ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ และดิฉันยังทราบมาอีกว่า ที่บริษัทรับฟังข้อเสนอ ของพนักงานทุกคน และ พร้อมจะแก้ไขถ้าข้อเสนอนั้น จะสามารถ พัฒนา ให้บริษัทให้มีความมั่นคง และหน้าเชื่อถือยิ่งขึ้นค่ะ"

2.
ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่
คำ ถามนี้จะง่ายมาก สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่จะเป็นคำถาม ที่ยากมาก สำหรับคนที่เคย มีประสบการณ์ ในการทำงานมาแล้ว และเป็น คำถามที่ตรงประเด็น มากเลยทีเดียว เพราะหากคุณพอใจ ต่องานที่ทำอยู่ คุณคงไม่ต้องหางานใหม่ ทำหรอกจริงไหมล่ะ คำถามนี้จึงเป็นคำถาม ที่คุณ ต้องเตรียมตัวอย่างมาก เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น

"
ผมอยากจะเรียนรู้ ถึงงานสายใหม่ ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวผม มากกว่า ที่ผม เคยทำอยู่ครับ และผมคิดว่างานที่นี้ เหมาะสมกับผม และผม พร้อมที่จะทำงาน ตรงนี้มากที่สุด"

และ ที่สำคัญ คุณห้ามนำข้อเสีย ที่คุณได้รู้จาก บริษัทเก่า มาพูดเด็ดขาด เพราะสิ่งนั้น อาจทำให้คะแนน แห่งความเชื่อถือ ของคุณ ลดลงก็ได้

3.
ลองเล่าประวัติของคุณแบบย่อ ๆ

การ ที่จะทำงานร่วมกันได้นั้น สิ่งที่สำคัญ ก็จะเป็นเรี่อง ข้อมูลส่วนตัว ประวัติ ความเป็นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถบ่งบอกถึง นิสัยใจคอของคุณได้ และ สามารถบอกถึง ความเหมาะสม กับงานด้านนี้ของคุณ ในการตอบคำถาม จึงควรอยู่ในแง่ของ การทำงาน บุคลิกภาพส่วนตัว และแง่คิดของชีวิต บ้างนิดหน่อย คุณไม่ควรจะเล่าประวัติชีวิตของคุณให้มากเกินไป เพราะการพูดมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดผลเสียแก่ตัวคุณเอง เช่น

"
ผมเป็นคนเคารพเวลา ไม่ชอบให้ใครรอ เพราะฉะนั้นเวลาในการ ทำงานของผม จะตรงต่อเวลาเสมอ แต่ผมก็มีข้อเสียนะครับ คือเวลา ที่ผมรอใคร แล้วคนคนนั้น ไม่มาสักที ผมก็มักจะควบคุมอารมณ์ ของตัวเอง ไม่ค่อยได้ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของเค้า เป็นเหตุผลที่น่าฟังมาก ก็ตาม และตอนนี้ผมกำลังหาวิธี เพื่อแก้ไข ข้อบกพร่องของผมอยู่ครับ"

4.
คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด

คำ ถามนี้จะทำให้คุณบอกถึง ความสามารถของคุณ ที่จะทำให้กับบริษัท ได้มากน้อยแค่ไหน ในการบอกถึงคุณสมบัติ ที่คุณสามารถทำได้นั้น ไม่ถือว่า เป็นการโอ้อวดว่า คุณเก่งแต่อย่างไร แต่สิ่งที่คุณพูดนั้น จะสามารถสร้าง น้ำหนัก ในการตอบคำถามให้แก่คุณได้

5.
จะมีปัญหาอะไรไหมหากต้องทำงานล่วงเวลา

เจอ คำถามนี้เข้า ก็ทำให้อึ้งเอาการ อยู่ทีเดียว ก็แหมใครอยากจะไป ทำงาน ล่วงเวลา หากไม่ได้ อะไรตอบแทนบ้างเลย ฉะนั้นในการตอบคำถามนี้ คุณควรจะกล่าวถึง ความพร้อมเสมอ ในการทำงานล่วงเวลา ถึงแม้ว่า ค่าตอบแทน อาจจะน้อยมาก หรือในการทำงานล่วงเวลา จะไปตรงกับ ตารางนัดสำคัญ กับคนพิเศษของคุณก็ตาม

"
เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ ผมก็พร้อมจะทำงาน ล่วงเวลาเสมอ"

6.
เรื่องทั่ว ๆ ไป

ใน การสัมภาษณ์คุณอาจจะต้องพูดถึง เรื่องปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ข่าวทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และค่านิยม ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เป็นข่าว หนังสือพิมพ์ คำถามนี้จะแสดงให้เห็นว่า คุณให้ความสนใจกับข่าวสาร บ้านเมือง ไม่เป็นคนที่ตกข่าว สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ปัจจุบัน การทราบข้อมูลเหล่านี้ อาจทำให้คะแนน การสัมภาษณ์ ของคุณ เพิ่มขึ้นมาก็ได้

7.
ความใฝ่ฝันและโครงการในอนาคต

เป็นการ พิจารณาถึง ความเอาจริงเอาจังของคุณ เพราะหากคุณสามารถบอกถึง ทิศทางในอนาคตได้ นั่นก็แสดงว่าคุณสามารถรับผิดชอบ ในงานที่ได้รับ มอบหมายอย่างดีทีเดียว ก็ขนาดอนาคตที่ไม่มีใคร สามารถรู้ได้ คุณยัง วางแผนสู่อนาคต ได้อย่างเป็นระบบ นั่นก็หมายถึงว่า คุณไม่ได้มีความคิด ย่ำอยู่กับที่จริงไหม

8.
คุณมีงานอดิเรกอะไรไหม

คำถามในข้อ นี้จะเจาะประเด็นว่า คุณรู้จักแบ่งเวลาของคุณ ให้เกิดประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน และแสดงให้เห็นถึง บุคลิกของคุณว่า คุณเป็นคนอย่างไร ร่าเริง เปิดเผย หรือเก็บตัว เช่น ถ้าคุณตอบว่า คุณชอบอ่านหนังสือ คุณอาจจะ ถูกถาม ต่อว่า หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน คือเรื่องอะไร และอาจให้คุณวิจารณ์ ถึงหนังสือเล่มนั้น ในการถามคำถามนี้ ยังสามารถได้รู้ถึง ความละเอียด อ่อนของคุณ การรู้จักสังเกต การมีปฏิภาณไหวพริบ กระทั่ง การใช้ชีวิต ร่วมกับคนอื่น ๆ อีกด้วย

9.
คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่

เป็น เรื่องที่ยากมาก ในการตอบคำถามนี้ ถ้าหากว่า งานที่คุณไปสมัคร ระบุ เงินเดือนไว้แล้ว ก็เกิดความสบายใจหน่อย แต่ถ้าไม่ได้ระบุถึง อัตรา ค่าจ้างเลย ก็แย่หน่อย ทางที่ดีคุณควรตอบ ตามอัตราเงินเดือน ที่คนทั่วไป ได้รับกัน เช่น อาจจะถามเพื่อน ที่ทำงาน เหมือนกับตำแหน่ง ที่คุณสมัคร หรือตอบตาม เงินเดือนราชการ ที่คุณทราบก็ได้ แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ เสนอเงินเดือน มาสูง หรือต่ำกว่า อัตราที่คุณรู้ คุณก็อย่าพึ่งตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการ พิจารณาสัก 3 วัน แล้วค่อยให้คำตอบ เพราะถ้า เกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นคนโลเล ไม่น่าเชื่อถือก็ได้

10.
คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม

เจอคำถาม นี้ก็บ่งบอกว่า การสัมภาษณ์ได้สิ้นสุดลง แต่ในการตอบคำถาม ข้อสุดท้ายนี้ จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่า เราไม่เป็นคนไม่ฉลาดออกมา เช่น คุณอาจถามย้ำ เรื่องเวลาการทำงานก็ได้

"
ผมอยากทราบเวลา ที่แน่นอน ในการทำงานของผมครับ"

หรือ คุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะการ ไม่ได้ถามก็เท่ากับว่า คุณได้ทราบข้อมูล ของบริษัทมากพอแล้ว แต่ถ้าเกิด สงสัยจริง ๆ ก็ควรตั้ง คำถามที่ฟังแล้วดูดี และถูกใจนายจ้างของคุณ ให้มากที่สุด


คำถาม ที่พูดมาข้างต้นนี้ดู ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหม สำหรับการเตรียมตัว ในการ สัมภาษณ์ของคุณ แค่คุณมีความพร้อมกับ 10 คำถามเด็ด ๆ นี้ คุณก็สามารถ ชนะใจ กรรมการ ได้แล้ว อย่างน้อยมันคงมีสักคำถามล่ะ ที่ตรงกับการเตรียมตัวของคุณ และสร้าง ความมั่นใจ ในการตอบคำถามของคุณได้ แล้วอย่าลืมนำไป ปฏิบัติดูนะ เพราะสิ่งนี้ เป็นเส้นทาง ที่จะทำให้คุณสามารถได้รับ คัดเลือกเป็นพนักงาน ในบริษัทที่คุณใฝ่ฝัน ได้อย่างภาคภูมิใจ

การทักทาย (Greeting) ส่วนนี้เป็น part แรกในการสนทนา.

Q : Good morning / afternoon

A : Good morning / afternoon – sir / mam.

Q : How are you today?
How are you doing? **
ทั้งหมดความหมายเดียวกัน ว่า สบายดีไหม**
How do you do?

A : I’m fine / I’m good ..thanks and you?

Q : ก็แล้วแต่เค้าจะตอบ


การสัมภาษณ์ ( interview ) ส่วนนี้เป็นการเข้าเรื่องการสัมภาษณ์

Q : Would you like to tell me about yourself? อยากให้เล่าเกี่ยวกับตัวเอง

A : I was born in …
I graduated from …. In …
ปีที่จบ
Major ….
When I was student. I have experienced sum part time jobs as …. (
ถ้ามี / ถ้าไม่มีข้ามไป)
On my free time. I like to surf net and ….(
งานอดิเรก) เช่น reading, movies, แต่ควรจะเป็น เรื่องที่เกี่ยวข้องกะงานเอาไว้จะดีกว่า ....


Q : Would you like to tell me about your wok experiences?
เล่าการทำงาน

A : After graduated in 2000 (สมมติ) I have got a first job at ….ชื่อบ.
Worked as …
ตำแหน่งงาน
My responsibility are ….
ทำอะไรบ้าง ....

Second job ….งานที่ 2 …

** ให้เล่าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบตามประสบการณ์ของเรา **

คำถามเพิ่มเติม จากการเล่าประสบการณ์ของเรา Following questions

Q : Do you have a computer skill ? ทักษะคอม
Can you speak other language?
พูดภาษาอื่นได้อีกไหม
Can you use internet?
ใช้อินเตอร์เน็ต
Can you use office material?
เครื่องใช้สำนักงานเป็นไหม
- Yes I can .
Do you stay alone in Bangkok?
อยู่กรุงเทพคนเดียวเหรอ
- Yes / No, with friends,relatives
Do you have sister or brother?
อันนี้โดนเองเลย .. ไม่รู้จะถามทำไม
- Yes,1 sister / No am the only one child.

** คำถามมีอีกมากมาย แต่เท่าที่พบด้วยตัวเองก็จะประมาณนี้ **

หลังจากนั้นผู้สัมภาษณ์จะเล่าเกี่ยวกับบริษัทของเขา เช่น ลักษณะธุรกิจ เปิดมากี่ปีแล้ว บริษัทแม่อยู่ที่ไหน วัตถุประสงค์ อื่นๆ แล้วก็จะวกเข้ามาที่ตำแหน่งที่เราสมัครว่า ทำไมเขาจึงมีความต้องการรับคนเข้าทำงานในตำแหน่งนี้ ซึ่งคุณนายไม่สามารถเขียนบรรยายได้เพราะมันมากมาย ... เอาเป็นว่าเขาจะถามเราแล้วหล่ะว่า

Q : Do you have any questions?
Any questions?
About our business, do you have a questions?

ซึ่งถ้าเราไม่แน่จัย ก็ให้บอกว่า

A : No, I will have more question after I’ll see you again. ยังไม่มีตอนนี้ เอาไว้ร่วมงานกันแล้วมีแน่ๆ ประมาณนั้น

หรือถ้าเราเกิดสงสัยต่างๆ ก็ตั้งคำถามที่เกี่ยวข้องกับตัวงาน เพื่อให้เขารู้สึกว่า เราสนจัย

A : How many staffs are working in this section? มีพนักงานทำงานตำแหน่งนี้กี่คน


**
ถ้าเราไม่มีคำถามแล้ว เขาอาจจะปิดการสัมภาษณ์ **

Q : Well,we will need to talk together then will give you feedback later.
We will call you later.
We will get back to you as soon as possible.
**
อีกมากมาย **
A : Yes .. Thank you very much I will look forward to hear from you
ขอบคุณ ฉันจะรอ .. ในที่นี่หมายถึง โทรศัพท์

Q : Sure .. thanks for coming แน่นอน .... ขอบคุณที่แวะมา

A : Thanks for your time and opportunity ขอบคุณที่ให้โอกาศและเสียสละเวลามาสัมภาษณ์


Q : Have a nice day … Goodbye / Goodluck

A : Thanks , same to you .. ถ้าเราไม่อยากพูดยาว หรือไม่ก็พูดเหมือนเขานั่นแหละ


เอาหล่ะ .. คงจะได้ไอเดียกันบ้าง คุณนายไม่ได้ลอกที่ไหนมานะพยายามเขียนออกจากประสบการณ์( ที่นานมาแล้ว ) มาแบ่งปันกันเผื่อว่าจะได้เป็นแนวทางให้เพื่อนๆได้ลองศึกษาดูและนำไปใช้ใน แบบที่ตัวเองถนัด.. สำหรับการตั้งคำถามของผู้สัมภาษณ์ เท่าที่สัมผัสมา มันไม่น่าจะเกินนี้ ยิ่งถ้าเป็นคนไทยสัมภาษณ์หล่ะก็ จะเป็นอย่างนี้เลยแต่ถ้าเป็นฝรั่งก็อาจจะมีนอกเหนือแต่ก็ไม่ออกนอกโลกไปมาก มาย ถ้าเราไม่เข้าจัยในคำถามหรือฟังไม่ทัน เราสามารถบอกเขาได้เลยว่า

- Pardon me / excuse me can u repeat it again? ขอโทษนะ พูดอีกทีได้ไหม
- Sorry, I can’t catch it, can you speak slowly?
ขอโทษนะฟังไม่ทัน พูดช้าๆหน่อยได้ไหม
- Sorry , think my Eng is not so good, can you speak again please?
ขอโทษนะภาษาไม่ค่อยดีพูดอีกทีได้ไหม

Q:สวัสดีครับ
A:
สวัสดีครับ


Q:
ผมอยากให้เล่า้เกี่ยวกับตัวเองหน่อย
A:
ผมชื่อนายสิทธิวัธ ประเสิร์ฐนอก จบจากมหาลัยสยาม ประสบการณ์ทำงานบัญชี 4 ปี งานอดิแรก อ่านหนังสือ

Q:
เล่าเกี่ยวกับการทำงานให้ฟังหน่อยครับ
A:
ผมทำงานที่บริษัทอินเตอร์กรุ๊ป ในตำแหน่งบัญชี หน้าที่การทำงาน จัดเอกสาร

Q:
พูดภาษาอื่นได้บ้างไหมครับ
A:
ได้ครับ ภาษาจีนกลาง

Q:
ทำไมคุณถึงอยากทำงานที่นี่
A:
เพราะ บริษัทคุณมีระบบในการทำงานที่ดี และทราบว่าทางบริษัืทคุณได้เปิดโอกาศให้พนักงานแสงความสามารถได้อย่างเต็ม ที่ และยังรับฟังข้อเสนอของพนักงานทุกคน

Q:
ทำไมคุณจึงออกจากงานที่ทำอยู่
A:
ผมอยากเรียนรู้ในสายงานใหม่ที่น่าจะเหมาะกับตัวผมมากที่สุด

Q:
คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด
A:
ผมสามารถช่วยบริษัทคุณได้ในเรื่องการจัดการเอกสาร และคัดแยกเอกสาร

Q:
ความใฝ่ฝันในอนาคต
A:
ผมตั้งใจว่าจะเปิดบริษัทเป็นของตัวเองแต่ถึงยังไงผมก็จะทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

Q:
คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่
A:8,000
บาท ครับ

Q:
คุณมีข้อสงสัยอะไรไหม
A:
ไม่มีครับ

Q: Good….. ตอนไหนก็ใส่เอาครับ
A: Good….. ตอนไหนก็ใส่เอาครับ

Q: Please you tell me about yourself
A: My name is Sittiwat Prasertnok, I graduated from Siam University. I have 4 years experience in the accounting department. My hobby is reading.

Q: Please tell me about your ex-job.
A: I work as an accountant at Inter Group Company. My routine work was about documentary work.

Q: Can you speak other languages?
A: Yes, I can speak simplified Chinese.

Q: Why do you want to join our company?
A: Because your company has a good working system and I have heard that you company gives chances for the employees to show the ability as best and also open mind for employee’s opinion.

Q:Why did you leave your ex-work?
A:I would like to seek a work which it is fit for me.

Q:What benefit you can do for the company?
A:I could help about document sorting or disparity.

Q:What’s your dream job?
A:I want to establish my own company. Somehow, I have to achieve my assignments first.

Q:What about your expect salary?
A:I request for 8,000 Baht
Q:Any Question?
A: No more sir, mam คนสัมภาษณ์เป็นชายก็ sir เป็นหญิงก็ mam ครับ อย่าใช้สลับกันหละ


คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด

  • เริ่มสวด นโม 3 จบ

    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

  • นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

    ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
    อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
    อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
    มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ


  • เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
    1. ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
      จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

    2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา
      สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

    3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
      สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง      อุเร สัพพะคุณากะโร.

    4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
      โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

    5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
      กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.

    6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
      นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว


    7. กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
      โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

    8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ          อุปาลี นันทะ สีวะลี
      เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา        นะลาเต ติละกา มะมะ.

    9. เสสาสีติ มะหาเถรา            วิชิตา ชินะสาวะกา
      เอเตสีติ มะหาเถรา            ชิตะวันโต ชิโนระสา
      ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

    10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
      ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง

    11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ         อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
      อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา

    12. ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา
      วาตะปิตตาทะสัญชาตา          พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

    13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา
      วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

    14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
      สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.

    15. อิจเจวะมันโต            สุคุตโต สุรักโข
      ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
      ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
      สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
      สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.
    คำแปล
  1. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
    ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
    อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

  2. มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

  3. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
    พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
    พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

  4. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
    พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

  5. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
    พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

  6. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
    อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

  7. พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
    มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

  8. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
    พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

  9. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
    เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
    รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

  10. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
    พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

  11. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
    เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

  12. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
    ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
    สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

  13. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
    เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
    แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
    อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
    เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

  14. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
    จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
    ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

  15. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
    จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
    ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
    แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

lumyong: lumyong

lumyong: lumyong
องค์กรอิสระคืออะไร

องค์กรอิสระ หมายถึง องค์กรของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับภารกิจของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเป็นองค์กรของรัฐที่มีสถานะพิเศษ ซึ่งได้รับหลักประกันให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้โดยอิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซงขององค์กรของรัฐอื่นหรือสถาบันการเมืองอื่น รวมทั้งอยู่เหนือกระแสและการกดดันใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

องค์กรอิสระ เป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐความหวังของสังคมประชาธิปไตยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีเสียงพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในสังคมประชาธิปไตย
สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอิสระ ได้แก่

1. ความจำเป็นต้องมีกลไกคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยองค์กรฝ่ายตุลาการ ซึ่งมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามหลักของนิติรัฐในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากการกระทำของรัฐหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐตามหลักของนิติรัฐในการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทาง ปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากการกระทำของบุคคลใน กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและทางแพ่ง นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีกลไกที่มิใช่องค์กรฝ่ายตุลาการ ซึ่งก็คือ องค์กรอิสระเพื่อเยียวยาปัญหาของประชาชน จากการใช้อำนาจรัฐหรือการกระทำของบุคคล และการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการใช้กลไกทางศาลอาจมีข้อจำกัดบางประการเพราะจะต้องใช้ระยะเวลาพอ สมควรในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล รวมไปถึงการทีจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องและการดำเนินคดี ในศาลด้วย
2. ความจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบเกี่ยวกับความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐและตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินภาครัฐ

3. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการควบคุมตรวจสอบที่จะลดและขจัดการซื้อเสียง และเปิดโอกาสให้คนดี มีคุณภาพ คุณธรรม เข้าสู่ระบบการเมือง
4. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการเสริมสร้างระบบการเมืองและพรรคการเมืองที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ

5. ความจำเป็นต้องมีกลไกที่มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง สามารถดำรงความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

ความเป็นอิสระ
- อิสระในเรื่องที่มาและการเข้าสู่อำนาจของบุคคลที่เข้าทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ
- อิสระในเรื่องการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานขององค์กร
- อิสระในเรื่องงบประมาณ
- มีหน่วยธุรการหรือสำนักงานที่เป็นอิสระ
ความเป็นกลาง
- ไม่เป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง
- ปราศจากอคติ ไม่ลำเอียง เพราะรัก โกรธ หลง กลัว
ดำรงความยุติธรรม
- มีความเที่ยงธรรม
- มีความชอบธรรม
- มีความชอบด้วยเหตุผล


คณะกรรมการการเลือกตั้ง

องค์ประกอบ

ประธาน กรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

    การสรรหา

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 7คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวน 1 คน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวน 1 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 3 คน

(2) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 2 คน

(3) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นขชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม (1) และ (2)วาระดำรงตำแหน่ง 7 ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระ เดียว

    อำนาจหน้าที่

ควบ คุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม


กกต

องค์ประกอบ

.

ประธาน กรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีความชำนาญ และประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่น

การสรรหา

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 7 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่สรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 7 คน

(2) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม (1)

วาระดำรงตำแหน่ง

6 ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

อำนาจหน้าที่

กำหนด หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยการดำเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลังและการงบประมาณ และให้คดีที่พิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินัยทางการเงิน และการคลังในเรื่องดังกล่าวเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง




ผู้ตรวจการแผ่นดิน

องค์ประกอบ

ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีจำนวนสามคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ

การสรรหา

(1) ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

(2) ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

วาระดำรงตำแหน่ง

ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

อำนาจหน้าที่

(1) พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี

(ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

(ข) การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม

(ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม

(ง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

(2) ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 271

(3) จัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย

การใช้อำนาจหน้าที่ตาม (1) (ก) (ข) และ (ค) ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียนจากผู้เสียหาย เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีผล กระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้

องค์กรอัยการ


(ขอบคุณ รูปพระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานเหนือพระแว่น พระสุริยกานต์
และตราชูรูปพระขรรค์ รองรับด้วยช่อชัยพฤกษ
์ จากเวบไซ์อัยการสูงสุด)

ความเป็นมา
วันที่ 24 สิงหาคม 2550 ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 255 ได้บัญญัติให้ องค์กรอัยการ เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้พนักงานอัยการ มีอำนาจหน้าที่ตามที่ บัญญัติในรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น โดยให้มีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม การแต่งตั้งและการให้ อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ผลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ดังกล่าว เป็นการยกฐานะสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์การอื่นตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาและกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ทั้งเป็นการยกฐานะตำแหน่ง อัยการสูงสุดให้เป็นองค์การอื่นตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาและกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ทั้งเป็นการยกฐานะตำแหน่ง อัยการสูงสุด

ให้เทียบเท่ากับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา เป็นครั้งแรก

การสรรหา

การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา

ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งอัยการสูงสุด

อำนาจหน้าที่

ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

องค์ประกอบ

ประธาน กรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นที่ประจักษ์

การสรรหา

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 7 คนประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก 1 คนและบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก 1 คน ทำหน้าที่สรรหาและคัดเลือกผู้ที่สมควรเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 7 คน

(2) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม (1)

วาระการดำรงตำแหน่ง

6 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

อำนาจหน้าที่

ตรวจ สอบ ประเมินสถานการณ์ และรายงานการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนปกป้องคุ้มครองประชาชนไม่ให้ ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็มนุษย์


ขอบคุณ ตราสัญลักษณ์จาก http://www2.nesac.go.th/nesac/th/home/)

ความเป็นมา
เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งตาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 89 ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2542 รัฐบาลจึงมอบให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 20 คนจากสาขาอาชีพต่างๆ ยกร่าง
พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้น ซึ่งในที่สุดประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2543 และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป

องค์ประกอบ ที่มา และการดำเนินงาน

ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

อำนาจหน้าที่

ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


lumyong

lumyong

การใช้คำว่า รัฐธรรมนูญ (Constitution) มักสับสนกับคำว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ(Constitutional Law) จนดูเหมือนจะเป็นคำเดียวกัน ทว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ทั้งสองคำนี้มีความหมายแตกต่างกัน กล่าวคือ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกับ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา อันย่อมแสดงความเป็นกฎหมายอยู่ในตัวโดยไม่ต้องเติมคำว่ากฎหมาย นำหน้าอีก ตัวอย่างเช่น การที่เราเรียกว่า พระราชบัญญัติ หาใช่ กฎหมายพระราชบัญญัติ แต่อย่างใด

แต่รัฐธรรมนูญเป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่งกว่ากฎหมายประเภทอื่น เพราะมีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุด สำหรับวางระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับรัฐว่าด้วย ดินแดน ประชากร อำนาจอธิปไตย และรัฐบาล ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อทำหน้าที่แบ่งแยกกันออกไป โดยปกติแล้ว รัฐธรรมนูญต้องตราขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชื่อรวมใช้เรียกกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันการเมือง คือกฎหมายสาขามหาชนที่ว่าด้วยสถาบันการเมืองต่างๆ ของรัฐ ซึ่งรวมทั้งรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล จารีตประเพณีทางการเมือง และกฎหมายอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถึงแม้ว่าอังกฤษจะไม่มี รัฐธรรมนูญ (หรือ อาจพูดว่า มี แต่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร) แต่ก็มี กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ แม้แต่จารีตประเพณีทางการเมืองของไทย เช่น กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรี เป็นต้นhttp://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/image/8.gif ในทางทฤษฎีถือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของหลักการ และเป็นคำที่กว้าง มากกว่า รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำที่แคบ และเป็นเรื่องของกฎหมายประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ อนึ่งโปรดสังเกตด้วยว่าชื่อวิชาที่ใช้เรียนและเรียกกันอยู่ทั่วไป คือ ชื่อวิชา กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด

ตอกย้ำด้วยการที่แม้แต่ใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เอง ก็ได้ให้นิยามของคำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ เอาไว้เป็นการเฉพาะ แยกต่างหากจากคำว่า รัฐธรรมนูญ อันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กับ รัฐธรรมนูญ ได้ดียิ่งขึ้น ตามนิยามดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน ที่มีวัตถุประสงค์ในการวางระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง โดยกำหนดโครงสร้างรัฐ ระบอบการปกครอง การใช้อำนาจอธิปไตย และการดำเนินงานของสถาบันสูงสุดของรัฐที่ใช้อำนาจอธิปไตยhttp://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/image/9.gif

โดยนัยนี้ การศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเน้นการศึกษาถึงหลักเกณฑ์สำคัญๆ ทั่วๆ ไป ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยหยิบยกเอาบทมาตราใดๆ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือ รัฐธรรมนูญต่างประเทศ ตลอดจนกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ มาประกอบคำอธิบาย มากกว่าที่จะศึกษาถึงเฉพาะตัวบทรัฐธรรมนูญ โดยการหยิบยกเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาศึกษาโดยเฉพาะเจาะจง แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ตลอดจน ศาสตราจารย์ ดร. วิษณุ เครืองาม ในฐานะนักกฎหมายมหาชน ก็มีความเห็นว่า คำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ ต่างกับ คำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเปรียบเทียบคำแรกว่าเป็นเอกเทศสัญญา คำหลังก็เป็นเพียงกฎหมายเช่าซื้อ เช่าทรัพย์ ค้ำประกัน จำนอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกเทศสัญญาเท่านั้น โดยท่านได้สรุปความหมายและลักษณะของ รัฐธรรมนูญ เอาไว้อย่างชัดเจน สามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่า

ดร.วิษณุ เครืองาม

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับมอบหมาย ให้กำกับดูแลหน่วยงานบางหน่วยในสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานในกระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม และพลังงาน

ดร.วิษณุ เครืองาม


กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญมีความหมายและลักษณะดังนี้
1) สถานะ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในขณะนั้นๆ แต่ได้กล่าวแล้วว่า ชื่ออาจเรียกต่างๆ กันออกไปได้ เช่น ในภาษาไทยเราเคยเรียกว่า รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญการปกครอง ในภาษาอังกฤษก็มีที่เรียกต่างกันออกไป เช่น Constitution, Basic Law, Fundamental Law เป็นต้น
2) ลักษณะ เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีชื่อ หรือ ศัพท์ที่ใช้เรียกให้เห็นว่าต่างจากกฎหมายธรรมดาอื่นๆ
3) สาระ ว่าด้วยกฎเกณฑ์การปกครองประเทศ

กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Constitution (คอนสติติวชั่น) คือ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งได้กำหนดการจัดระบบการปกครองของ ประเทศ และรับรองสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนหรือพลเมืองเอาไว้ การที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะการบังคับใช้เหนือกฎหมายธรรมดา กล่าวคือ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นแม่บทของการบัญญัติกฎหมายต่างๆ เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดแย้งกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นย่อมถือเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับโดยสิ้นเชิง ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้ว จะบัญญัติรากฐานสำคัญในการปกครองประเทศไว้ คือ รูปแบบการปกครอง ที่มาของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศใน 3 ด้าน คือ อำนาจนิติบัญญัติ (legislature) อำนาจบริหาร (executive) และอำนาจตุลาการ (judiciary) ซึ่งมีรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามลำดับ เป็นสถาบันผู้ที่ใช้อำนาจดังกล่าวแทนประชาชน ตลอดจนรัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมือง อีกด้วย