โพสต์ที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด

  • เริ่มสวด นโม 3 จบ

    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

  • นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

    ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
    อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
    อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
    มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ


  • เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
    1. ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
      จะตุสัจจาสะภัง ระสัง         เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

    2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา
      สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

    3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง        พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
      สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง      อุเร สัพพะคุณากะโร.

    4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ        สารีปุตโต จะทักขิเณ
      โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

    5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
      กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.

    6. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
      นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว


    7. กุมาระกัสสโป เถโร           มะเหสี จิตตะ วาทะโก
      โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง       ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

    8. ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ          อุปาลี นันทะ สีวะลี
      เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา        นะลาเต ติละกา มะมะ.

    9. เสสาสีติ มะหาเถรา            วิชิตา ชินะสาวะกา
      เอเตสีติ มะหาเถรา            ชิตะวันโต ชิโนระสา
      ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

    10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
      ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง

    11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ         อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
      อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา

    12. ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา
      วาตะปิตตาทะสัญชาตา          พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

    13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา
      วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

    14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
      สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ        เต มะหาปุริสาสะภา.

    15. อิจเจวะมันโต            สุคุตโต สุรักโข
      ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
      ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
      สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
      สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.
    คำแปล
  1. พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
    ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
    อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

  2. มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

  3. ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
    พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
    พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

  4. พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
    พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

  5. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
    พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

  6. มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
    อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

  7. พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
    มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

  8. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
    พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

  9. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
    เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
    รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

  10. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
    พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

  11. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
    เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

  12. อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
    ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
    สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

  13. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
    เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
    แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
    อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
    เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

  14. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
    จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
    ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

  15. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
    จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
    ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
    แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

lumyong: lumyong

lumyong: lumyong
องค์กรอิสระคืออะไร

องค์กรอิสระ หมายถึง องค์กรของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับภารกิจของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเป็นองค์กรของรัฐที่มีสถานะพิเศษ ซึ่งได้รับหลักประกันให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้โดยอิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซงขององค์กรของรัฐอื่นหรือสถาบันการเมืองอื่น รวมทั้งอยู่เหนือกระแสและการกดดันใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

องค์กรอิสระ เป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐความหวังของสังคมประชาธิปไตยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีเสียงพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในสังคมประชาธิปไตย
สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอิสระ ได้แก่

1. ความจำเป็นต้องมีกลไกคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยองค์กรฝ่ายตุลาการ ซึ่งมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามหลักของนิติรัฐในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากการกระทำของรัฐหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐตามหลักของนิติรัฐในการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทาง ปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากการกระทำของบุคคลใน กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและทางแพ่ง นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีกลไกที่มิใช่องค์กรฝ่ายตุลาการ ซึ่งก็คือ องค์กรอิสระเพื่อเยียวยาปัญหาของประชาชน จากการใช้อำนาจรัฐหรือการกระทำของบุคคล และการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการใช้กลไกทางศาลอาจมีข้อจำกัดบางประการเพราะจะต้องใช้ระยะเวลาพอ สมควรในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล รวมไปถึงการทีจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องและการดำเนินคดี ในศาลด้วย
2. ความจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบเกี่ยวกับความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐและตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินภาครัฐ

3. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการควบคุมตรวจสอบที่จะลดและขจัดการซื้อเสียง และเปิดโอกาสให้คนดี มีคุณภาพ คุณธรรม เข้าสู่ระบบการเมือง
4. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการเสริมสร้างระบบการเมืองและพรรคการเมืองที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ

5. ความจำเป็นต้องมีกลไกที่มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง สามารถดำรงความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

ความเป็นอิสระ
- อิสระในเรื่องที่มาและการเข้าสู่อำนาจของบุคคลที่เข้าทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ
- อิสระในเรื่องการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานขององค์กร
- อิสระในเรื่องงบประมาณ
- มีหน่วยธุรการหรือสำนักงานที่เป็นอิสระ
ความเป็นกลาง
- ไม่เป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง
- ปราศจากอคติ ไม่ลำเอียง เพราะรัก โกรธ หลง กลัว
ดำรงความยุติธรรม
- มีความเที่ยงธรรม
- มีความชอบธรรม
- มีความชอบด้วยเหตุผล


คณะกรรมการการเลือกตั้ง

องค์ประกอบ

ประธาน กรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

    การสรรหา

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 7คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกจำนวน 1 คน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจำนวน 1 คน ทำหน้าที่สรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 3 คน

(2) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 2 คน

(3) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นขชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม (1) และ (2)วาระดำรงตำแหน่ง 7 ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระ เดียว

    อำนาจหน้าที่

ควบ คุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม


กกต

องค์ประกอบ

.

ประธาน กรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีความชำนาญ และประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน การบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และด้านอื่น

การสรรหา

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 7 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่สรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 7 คน

(2) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม (1)

วาระดำรงตำแหน่ง

6 ปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

อำนาจหน้าที่

กำหนด หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน และมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยการดำเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลังและการงบประมาณ และให้คดีที่พิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินัยทางการเงิน และการคลังในเรื่องดังกล่าวเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง




ผู้ตรวจการแผ่นดิน

องค์ประกอบ

ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีจำนวนสามคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ให้ผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ

การสรรหา

(1) ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

(2) ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

วาระดำรงตำแหน่ง

ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

อำนาจหน้าที่

(1) พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี

(ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

(ข) การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม

(ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม

(ง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

(2) ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 271

(3) จัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย

การใช้อำนาจหน้าที่ตาม (1) (ก) (ข) และ (ค) ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียนจากผู้เสียหาย เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีผล กระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้

องค์กรอัยการ


(ขอบคุณ รูปพระมหาพิชัยมงกุฎประดิษฐานเหนือพระแว่น พระสุริยกานต์
และตราชูรูปพระขรรค์ รองรับด้วยช่อชัยพฤกษ
์ จากเวบไซ์อัยการสูงสุด)

ความเป็นมา
วันที่ 24 สิงหาคม 2550 ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 255 ได้บัญญัติให้ องค์กรอัยการ เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้พนักงานอัยการ มีอำนาจหน้าที่ตามที่ บัญญัติในรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น โดยให้มีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม การแต่งตั้งและการให้ อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ผลตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ดังกล่าว เป็นการยกฐานะสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์การอื่นตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาและกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ทั้งเป็นการยกฐานะตำแหน่ง อัยการสูงสุดให้เป็นองค์การอื่นตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาและกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ทั้งเป็นการยกฐานะตำแหน่ง อัยการสูงสุด

ให้เทียบเท่ากับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา เป็นครั้งแรก

การสรรหา

การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา

ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งอัยการสูงสุด

อำนาจหน้าที่

ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

องค์ประกอบ

ประธาน กรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากผู้ซึ่งมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นที่ประจักษ์

การสรรหา

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 7 คนประกอบด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก 1 คนและบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก 1 คน ทำหน้าที่สรรหาและคัดเลือกผู้ที่สมควรเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 7 คน

(2) ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาตาม (1)

วาระการดำรงตำแหน่ง

6 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

อำนาจหน้าที่

ตรวจ สอบ ประเมินสถานการณ์ และรายงานการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนปกป้องคุ้มครองประชาชนไม่ให้ ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็มนุษย์


ขอบคุณ ตราสัญลักษณ์จาก http://www2.nesac.go.th/nesac/th/home/)

ความเป็นมา
เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งตาม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 89 ได้บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2542 รัฐบาลจึงมอบให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 20 คนจากสาขาอาชีพต่างๆ ยกร่าง
พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้น ซึ่งในที่สุดประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2543 และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2543 เป็นต้นไป

องค์ประกอบ ที่มา และการดำเนินงาน

ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

อำนาจหน้าที่

ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


lumyong

lumyong

การใช้คำว่า รัฐธรรมนูญ (Constitution) มักสับสนกับคำว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ(Constitutional Law) จนดูเหมือนจะเป็นคำเดียวกัน ทว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว ทั้งสองคำนี้มีความหมายแตกต่างกัน กล่าวคือ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกับ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา อันย่อมแสดงความเป็นกฎหมายอยู่ในตัวโดยไม่ต้องเติมคำว่ากฎหมาย นำหน้าอีก ตัวอย่างเช่น การที่เราเรียกว่า พระราชบัญญัติ หาใช่ กฎหมายพระราชบัญญัติ แต่อย่างใด

แต่รัฐธรรมนูญเป็นชื่อเฉพาะของกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่งกว่ากฎหมายประเภทอื่น เพราะมีฐานะเป็นกฎหมายสูงสุด สำหรับวางระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับรัฐว่าด้วย ดินแดน ประชากร อำนาจอธิปไตย และรัฐบาล ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อทำหน้าที่แบ่งแยกกันออกไป โดยปกติแล้ว รัฐธรรมนูญต้องตราขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นชื่อรวมใช้เรียกกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันการเมือง คือกฎหมายสาขามหาชนที่ว่าด้วยสถาบันการเมืองต่างๆ ของรัฐ ซึ่งรวมทั้งรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล จารีตประเพณีทางการเมือง และกฎหมายอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถึงแม้ว่าอังกฤษจะไม่มี รัฐธรรมนูญ (หรือ อาจพูดว่า มี แต่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร) แต่ก็มี กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ แม้แต่จารีตประเพณีทางการเมืองของไทย เช่น กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรี เป็นต้นhttp://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/image/8.gif ในทางทฤษฎีถือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของหลักการ และเป็นคำที่กว้าง มากกว่า รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำที่แคบ และเป็นเรื่องของกฎหมายประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ อนึ่งโปรดสังเกตด้วยว่าชื่อวิชาที่ใช้เรียนและเรียกกันอยู่ทั่วไป คือ ชื่อวิชา กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด

ตอกย้ำด้วยการที่แม้แต่ใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เอง ก็ได้ให้นิยามของคำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ เอาไว้เป็นการเฉพาะ แยกต่างหากจากคำว่า รัฐธรรมนูญ อันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กับ รัฐธรรมนูญ ได้ดียิ่งขึ้น ตามนิยามดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน ที่มีวัตถุประสงค์ในการวางระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง โดยกำหนดโครงสร้างรัฐ ระบอบการปกครอง การใช้อำนาจอธิปไตย และการดำเนินงานของสถาบันสูงสุดของรัฐที่ใช้อำนาจอธิปไตยhttp://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/image/9.gif

โดยนัยนี้ การศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงเน้นการศึกษาถึงหลักเกณฑ์สำคัญๆ ทั่วๆ ไป ในทางทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยหยิบยกเอาบทมาตราใดๆ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือ รัฐธรรมนูญต่างประเทศ ตลอดจนกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ มาประกอบคำอธิบาย มากกว่าที่จะศึกษาถึงเฉพาะตัวบทรัฐธรรมนูญ โดยการหยิบยกเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาศึกษาโดยเฉพาะเจาะจง แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ตลอดจน ศาสตราจารย์ ดร. วิษณุ เครืองาม ในฐานะนักกฎหมายมหาชน ก็มีความเห็นว่า คำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ ต่างกับ คำว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าเปรียบเทียบคำแรกว่าเป็นเอกเทศสัญญา คำหลังก็เป็นเพียงกฎหมายเช่าซื้อ เช่าทรัพย์ ค้ำประกัน จำนอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกเทศสัญญาเท่านั้น โดยท่านได้สรุปความหมายและลักษณะของ รัฐธรรมนูญ เอาไว้อย่างชัดเจน สามารถเข้าใจได้โดยง่ายว่า

ดร.วิษณุ เครืองาม

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรัฐบาล พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับมอบหมาย ให้กำกับดูแลหน่วยงานบางหน่วยในสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานในกระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม และพลังงาน

ดร.วิษณุ เครืองาม


กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญมีความหมายและลักษณะดังนี้
1) สถานะ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในขณะนั้นๆ แต่ได้กล่าวแล้วว่า ชื่ออาจเรียกต่างๆ กันออกไปได้ เช่น ในภาษาไทยเราเคยเรียกว่า รัฐธรรมนูญ ธรรมนูญการปกครอง ในภาษาอังกฤษก็มีที่เรียกต่างกันออกไป เช่น Constitution, Basic Law, Fundamental Law เป็นต้น
2) ลักษณะ เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีชื่อ หรือ ศัพท์ที่ใช้เรียกให้เห็นว่าต่างจากกฎหมายธรรมดาอื่นๆ
3) สาระ ว่าด้วยกฎเกณฑ์การปกครองประเทศ

กล่าวโดยสรุป รัฐธรรมนูญซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Constitution (คอนสติติวชั่น) คือ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งได้กำหนดการจัดระบบการปกครองของ ประเทศ และรับรองสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนหรือพลเมืองเอาไว้ การที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะการบังคับใช้เหนือกฎหมายธรรมดา กล่าวคือ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นแม่บทของการบัญญัติกฎหมายต่างๆ เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดแย้งกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นย่อมถือเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับโดยสิ้นเชิง ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้ว จะบัญญัติรากฐานสำคัญในการปกครองประเทศไว้ คือ รูปแบบการปกครอง ที่มาของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศใน 3 ด้าน คือ อำนาจนิติบัญญัติ (legislature) อำนาจบริหาร (executive) และอำนาจตุลาการ (judiciary) ซึ่งมีรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามลำดับ เป็นสถาบันผู้ที่ใช้อำนาจดังกล่าวแทนประชาชน ตลอดจนรัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมือง อีกด้วย

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

http://www.chawengsakd.blogspot.com/







ประวัติส่วนตัว






ชื่อ นางสาวพิกุล แสนเมือง



ชั้น ม.6/2 เลขที่28 โรงเรียนภูเขียว



อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ 36110










โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า ระบบสุริยะเกิดจากการหมุนวนของกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง(เนบิวลา) แรงโน้มถ่วงระหว่างมวลทำให้ฝุ่นละอองและแก๊สในอวกาศเกิดการยุบตัวและรวมกันจนในที่สุดกลายเป็นระบบสุริยะ ซึ่งประกอบด้วย ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ
จากข้อมูลและหลักฐานต่างๆ นักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างโลกตามลักษณะมวลสารเป็นชั้นใหญ่ๆ 3 ชั้น คือ









โครงสร้างภายในของโลก

ภาพแสดงส่วนประกอบภายในโลก
ชั้นเปลือกโลก (crust) เป็นส่วนผิวด้านนอกที่ปกคลุมโลก แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ เปลือกโลกภาคพื้นทวีป หมายถึงส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมด ประกอบด้วย ซิลิกาและอลูมินาเป็นส่วนใหญ่ เปลือกโลกใต้มหาสมุทร หมายถึง เปลือกโลกส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำ ประกอบด้วย ซิลิกา และแมกนีเซียเป็นส่วนใหญ่
เนื้อโลก ( mantle ) เป็นชั้นที่อยู่ถัดลงไปจากชั้นเปลือกโลก ส่วนมากเป็นของแข็ง มีความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตร นับจากฐานล่างสุดของเปลือกโลก จนถึงตอนบนของแก่นโลก ชั้นเนื้อโลกส่วนบนเป็นหินที่เย็นตัวแล้วและบางส่วนมีรอยแตกเนื่องจากความเปราะ ชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับชั้นเปลือกโลกรวมกันเรียกว่า "ธรณีภาค (lithosphere)" มีความหนาประมาณ 100 กิโลเมตร นับจากผิวโลกลงไป ชั้นเนื้อโลกถัดลงไปที่ความลึก 100 - 350 กิโลเมตร เรียกว่า ชั้น ฐานธรณีภาค (asthenosphere) เป็นชั้นของหินหลอมละลายร้อน หรือหินหนืดที่เรียกว่า แมกมา ซึ่งหมุนวนอยู่ภายในโลกอย่างช้าๆ ชั้นเนื้อโลกที่อยู่ถัดลงไปอีกเป็นชั้นล่างสุดอยู่ที่ความลึกตั้งแต่ 350 - 2,900 กิโลเมตร เป็นชั้นที่เป็นของแข็งร้อนแต่แน่นและหนืดกว่าตอนบน มีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ประมาณ 2,250- 4,500?C
แก่นโลก (core) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แก่นโลกชั้นนอก มีความลึกตั้งแต่ 2,900 - 5100 กิโลเมตร เชื่อกันว่าชั้นนี้ประกอบด้วยสารเหลวร้อนของโลหะเหล็กและนิกเกิลเป็นส่วนใหญ่และมีความร้อนสูงมาก แก่นโลกชั้นใน เป็นส่วนที่ต่อเนื่องจากแก่นโลกชั้นนอก มีส่วนประกอบเหมือนกับชั้นนอก แต่อยู่ในสภาพของแข็งเนื่องจากมีความดันและอุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส
ลองคิดดู
เราสามารถเปรียบเทียบโครงสร้างภายในโลก กับสิ่งใดดังนี้ ลูกมะพร้าว ลำไย ไข่ไก่ ลูกบอล อธิบายแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบ นะ
โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า ระบบสุริยะเกิดจากการหมุนวนของกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง(เนบิวลา) แรงโน้มถ่วงระหว่างมวลทำให้ฝุ่นละอองและแก๊สในอวกาศเกิดการยุบตัวและรวมกันจนในที่สุดกลายเป็นระบบสุริยะ ซึ่งประกอบด้วย ดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ
จากข้อมูลและหลักฐานต่างๆ นักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างโลกตามลักษณะมวลสารเป็นชั้นใหญ่ๆ 3 ชั้น คือ



โครงสร้างภายในของโลก

ภาพแสดงส่วนประกอบภายในโลก
ชั้นเปลือกโลก (crust) เป็นส่วนผิวด้านนอกที่ปกคลุมโลก แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ เปลือกโลกภาคพื้นทวีป หมายถึงส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมด ประกอบด้วย ซิลิกาและอลูมินาเป็นส่วนใหญ่ เปลือกโลกใต้มหาสมุทร หมายถึง เปลือกโลกส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำ ประกอบด้วย ซิลิกา และแมกนีเซียเป็นส่วนใหญ่
เนื้อโลก ( mantle ) เป็นชั้นที่อยู่ถัดลงไปจากชั้นเปลือกโลก ส่วนมากเป็นของแข็ง มีความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตร นับจากฐานล่างสุดของเปลือกโลก จนถึงตอนบนของแก่นโลก ชั้นเนื้อโลกส่วนบนเป็นหินที่เย็นตัวแล้วและบางส่วนมีรอยแตกเนื่องจากความเปราะ ชั้นเนื้อโลกส่วนบนกับชั้นเปลือกโลกรวมกันเรียกว่า "ธรณีภาค (lithosphere)" มีความหนาประมาณ 100 กิโลเมตร นับจากผิวโลกลงไป ชั้นเนื้อโลกถัดลงไปที่ความลึก 100 - 350 กิโลเมตร เรียกว่า ชั้น ฐานธรณีภาค (asthenosphere) เป็นชั้นของหินหลอมละลายร้อน หรือหินหนืดที่เรียกว่า แมกมา ซึ่งหมุนวนอยู่ภายในโลกอย่างช้าๆ ชั้นเนื้อโลกที่อยู่ถัดลงไปอีกเป็นชั้นล่างสุดอยู่ที่ความลึกตั้งแต่ 350 - 2,900 กิโลเมตร เป็นชั้นที่เป็นของแข็งร้อนแต่แน่นและหนืดกว่าตอนบน มีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ประมาณ 2,250- 4,500?C
แก่นโลก (core) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ แก่นโลกชั้นนอก มีความลึกตั้งแต่ 2,900 - 5100 กิโลเมตร เชื่อกันว่าชั้นนี้ประกอบด้วยสารเหลวร้อนของโลหะเหล็กและนิกเกิลเป็นส่วนใหญ่และมีความร้อนสูงมาก แก่นโลกชั้นใน เป็นส่วนที่ต่อเนื่องจากแก่นโลกชั้นนอก มีส่วนประกอบเหมือนกับชั้นนอก แต่อยู่ในสภาพของแข็งเนื่องจากมีความดันและอุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส
ลองคิดดู
เราสามารถเปรียบเทียบโครงสร้างภายในโลก กับสิ่งใดดังนี้ ลูกมะพร้าว ลำไย
ไข่ไก่ ลูกบอล อธิบายแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบ นะ






โลกและดวงดาว เนื้อหามากมาย
เป็นเด็กจนตาย ล้วนเกี่ยวข้องกัน
น้ำขึ้น น้ำลง ที่แสนผกผัน
เกิดจากดวงจันทร์ ไม่ใช่อื่นใด
ดาวเคราะห์เพื่อนบ้าน มีอยู่หลายดวง
นับแล้วเก้าดวง นำมาประกอบกัน
วนรอบดวงอาทิตย์ ทุกวี่ทุกวัน
เป็นอยู่ซ้ำๆ กว่าแสนล้านปี
เนื้อความมากมาย อธิบายทั้งปี
ยังไม่จบดี จงไปอ่านเอา
หนังสือแบบเรียน อินเตอร์เน็ตค้นหา
เพื่อที่จะนำพา เราสดใสเอย